แมนฯซิตี้ ยังฉิวได้แม้แนวรับพิการค่อนทีมแบร์นาโด้ซิลบาเชื่อมั่น

แมนฯซิตี้

   แม้ในช่วงวิกฤตที่แมนเชสเตอร์ซิตี้ขาดกองหลังแท้ในสนามทว่าพวกเค้าก็ยังบุกไปอัดชัคเตอร์โดเน็ทได้ถึงยูเครน ที่สำคัญคือเป๊ป กวาร์ดิโอล่ายังสามารถรักษาคลีนชีตไม่เสียประตูอีกต่างหาก นำพาให้แฟนบอลตราเรือใบโล่งใจเป็นอย่างมาก ซึ่งแบร์นาโด้ ซิลวาตัวริมเส้นของแมนฯซิตี้ก็ได้ออกมาช่วยยืนยันอีกเสี่ยงว่าแชมป์เก่าพรีเมียร์ลีกจะยังคงรักษาฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมเอาไว้ได้อย่างแน่นอน

    ก่อนหน้าแม๊ตซ์แชมเปี้ยนลีกส์เพียงไม่กี่วันจอห์น สโตนกองหลังของแมนฯซิตี้ได้รับบาดเจ็บระหว่างการลงซ้อม และนั่นทำให้เป๊ป กวาร์ดิโอล่าจำเป็นต้องใช้แฟนันดินโญ่(ตำแหน่งถนัดคือมิดฟิลด์ตัวรับ)ถอยไปยืนเป็นปราการหลังตัวกลางคู่กับนิโกล่า โอตาเมนดี้ซึ่งก็ทำผลงานออกมาได้น่าพอใจเมื่อจบเกมแมนฯซิตี้เอาชนะชัคเตอร์โดเน็ทมา3-0 จนหลังเกมแบร์นาโด ซิลวาต้องออกมาชื่นชม “ แฟนันดินโญ่เป็นผู้เล่นประสบการณ์สูง นั่นทำให้โค้ชเชื่อมั่นในตัวเค้า และผมว่าเค้าก็รับมือกับตำแหน่งใหม่ได้ไม่เลว เค้าเป็นผู้เล่นประเภทยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ทีมได้เล่นง่ายดังนั้นเกมรับของซิตี้ก็ไม่ได้น่าห่วงอะไร เรายังจะเดินหน้าคว้าชัยชนะได้แบบไม่ต้องพะวงเรื่องนี้  ”

แบร์นาโดซิลวาไม่แคร์กองแช่งยัน แมนฯซิตี้ ยังเต็งแชมป์พรีเมียร์

   แมนเชสเตอร์ซิตี้เพิ่งจะประเดิมแพ้เกมแรกของพรีเมียร์ลีกไปหมาดๆ(แพ้นอริส2-3)ซึ่งแบร์นาโด้ ซิลวาแสดงออกว่าเค้าพยายามที่จะไม่คิดถึงมัน “ ความพ่ายแพ้เป็นสิ่งที่ไม่น่าพิสมัย ยิ่งสำหรับผู้เล่นแมนฯซิตี้ด้วยแล้วมันเป็นสิ่งที่เราต้องลืมมันไปให้ไวเลย มันไม่ใช่ว่าเรารับความพ่ายแพ้ไม่ได้นะ เราแค่ไม่ปล่อยให้มันกวนใจต่างหาก แน่นอนฟุตบอลมันที่ทั้งวันเล่นเล่นแย่วันที่บอลไม่เป็นใจ แต่สำหรับการเป็นผู้เล่นแมนฯซิตี้แล้วไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหน้าที่ของคุณจะยังเหมือนเดิมคือ ทำให้ทีมชนะให้ได้ ”

   “ หลังเกมกับนอริสก็เช่นกัน เราทุกคนต่างรู้ว่าต้องเรียกความมั่นใจกลับมาให้ได้ และผลงานกับโดเน็ทก็ถือว่าโอเค เรากลับมาเก็บชัยชนะและไม่เสียประตู มันทำให้เรารู้สึกมั่นใจว่าเราจะเก็บสามแต้มกับวัตฟอร์ดได้ แน่นอนมีแฟนบอลบางส่วนไม่ชอบเรา และหวังว่าแมนฯซิตี้จะฟอร์หลุดจนหมดลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่เราไม่กังวล พวกเค้ามีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์ตามที่คิด แต่เราจะมีแต้มเพิ่มขึ้นมากแค่ไหนมันขึ้นอยู่กับการเล่นของเราเอง ” ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกสกล่าวจูงใจ

ปารีส ตัวรุกเจ็บอื้อจำใจใส่ชื่อเนย์มาร์ลงยิงสตาบูร์มิดวีกนี้

ปารีส

   ทั้งที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมงได้แสดงจุดยืนที่จะแบนเนย์มาร์ออกจากทีมชุดใหญ่ไปแล้วนับตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาล ทว่าด้วยความไม่ลงตัวที่บาเซโลน่าไม่อาจประเคนเงินก้อนโตเพื่อดึงตัวสตาร์บราซิลเลี่ยนกลับไปใช้งานได้ทันก่อนปิดตลาด ก็ทำให้เนย์มาร์ยังคงรับสภาพการเป็นนักเตะของเปเอสเชต่อไป และโชคชะตาก็ดูเหมือนจะขีดเส้นมาให้เจ้าตัวได้โอกาสกลับมาช่วยทีมอีกครั้งเมื่อทั้งจูเลี่ยน แดร็กเลอร์,เอดิสัน คาวานี่ และคิลิยาน เอ็มปั๊ปเป้ต่างนอนป่วยไม่สามารถลงสนามได้กันทั้งสิ้น

    โดยที่แล้วมาเปเอสเชสร้างภาพว่าเนย์มาร์ไม่ได้มีส่วนร่วมกับทีมเพราะมีอาการบาดเจ็บมาตลอด ทว่าอยู่ดีๆเนย์มาร์ที่รายงานว่ายังมีไม่พร้อมลงสนามกลับไปลงเล่นให้กับทีมชาติบราซิลเสียดื้อ จนทำให้แฟนบอลทั่วโลกงงกันเป็นไก่ตาแตก ทว่าทีมแชมป์ลีกเอิงก็หวังเล่นตามน้ำด้วยการให้โอกาสกองหน้าทัพเซเลเซากลับมาลงสนามในลีกเอิงแม็ตซ์ที่กำลังจะเตะกันในสุดสัปดาห์นี้ โดยทีมแชมป์ลีกเอิงจะเปิดรังปาร์ค เดอ แพรงซ์รับการมาเยือนของสตาบูร์ก

ทูเคิลท่องตามบทดีใจที่เนย์มาร์กลับมาช่วยทีม ปารีส ได้ทันท่วงที

   ร่ำลือกันว่าบอร์ดบริหารของปารีสไฟเขียวให้เนย์มาร์กลับเข้าทีมชุดใหญ่เป็นการชั่วคราวเนื่องจากพวกเค้าต้องการการันตีสามแต้มเพื่อรักษาโอกาสในการลุ้นแชมป์ลีกน้ำหอมต่อไป และโธมัส ทูเคิลเองก็เห็นดีเห็นงามกับเรื่องนี้ด้วย “ อย่างที่ทราบกันคาวานี่ และเอ็มปั๊ปเป้ยังไม่พร้อม และเนย์มาร์ก็พร้อมกลับมาช่วยงานเราพอดี ผมเป็นคนสนใจแต่ปัจจุบัน ผมรู้แค่ว่าเค้าพร้อมลงเล่นแล้ว ผมไม่สนใจเรื่องราวที่ผ่านมา มันเป็นเรื่องน่ายินดีเสมอที่เราจะมีผู้เล่นอย่างเนย์มาร์ในสนาม ” โดยเนย์มาร์ที่ยิงประตูในลีกเอิงไปแล้ว51ประตู จะมีชื่อออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมกับสตาบูร์กค่อนข้างแน่

   เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงตรงนี้เชื่อว่าเนย์มาร์ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องก้มหน้าลงเล่นให้ปารีส แซงต์ แชร์กแมงไปพลางๆก่อนเพราะหากยังโดนดองเค็มต่อไปเรื่อยๆก็อาจไม่เป็นผลดีต่อโอกาสติดทีมชาติบราซิลของเค้าเอง โดยการกลับมาลงสนามในครั้งนี้ก็จะเป็นการลงเล่นในสีเสื้อเปเอสเชในรอบ4เดือนของเนย์มาร์เลยทีเดียว เนื่องจากเกมสุดท้ายที่เจ้าตัวลงเล่นให้เปเอสเชนั้นต้องย้อนไปเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ปารีสเฉือนชนะอองเช่ร์ไป2-1 และเกมนั้นดาวยิงวัย27ปีก็ทั้งยิงทั้งจ่ายให้เพื่อนไปอย่างหนึ่งครั้ง

ปีศาจเเดง ไม่ไร้นักเตะชั้นดีแต่ขาดความเข้าใจในเกมโอเว่นพูดโพล่ง

ปีศาจเเดง

    เรามักจะเห็นข่าวในเชิงตัดพ้อเกี่ยวกับผู้เล่นของปีศาจเเดงเสมอมา อยากได้นักเตะของทีมนี้เพราะขุมกำลังที่มียังไม่ดีพอ หรือพอผลงานไม่เป็นอย่างหวัง ก็จะมีกระแสกดดันให้บอดร์ดบริหารอนุมัติงบประมาณเพื่อซื้อผู้เล่นใหม่ วัฏจักรนี้เกิดขึ้นนับแต่ปรมาจารย์ลูกหนังอย่างเซอร์อเล็ก ทว่าไมเคิล โอเว่นอดีตศูนย์หน้าของแมนยูได้ออกมาโต้แย้งว่านั่นเป็นเพียงปฏิกิริยาอยากใช้เงินแก้ปัญหา ซึ่งบทเรียนที่ผลพรรคปีศาจแดงได้รับมาตลอดในระยะหลังยืนยันแล้วว่ามันไม่ใช่ทางออกสำหรับการแก้ปัญหา

   “ ผมคุยกับเพื่อนๆนักเตะหลายคน เราต่างเห็นตรงกันผู้เล่นในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดล้วนแต่เป็นผู้เล่นชั้นดีนะ เทียบในแต่ละตำแหน่งกับลิเวอร์พูลแล้วแมนยูไม่ได้มีผู้เล่นที่ห่างชั้นกันมากมาย แต่ลิเวอร์พูลนั้นมีผู้เล่นที่เล่นกันอย่างรู้ใจกันมากกว่า รวมไปถึงความมั่นใจว่าพวกเค้าจะไม่แพ้จนกว่าผู้ตัดสินจะเป่านกหวีดหมดเวลา  ผมว่าแมนยูควรถามว่าทำยังไงผู้เล่นที่มีจึงงจะมีความเข้าอกเข้าใจถึงกันได้ในระดับนั้นต่างหาก ” ไมเคิล โอเว่นเจ้าของผลงาน17ประตูในเสื้อปีศาจแดงตั้งคำถาม

โอเว่นไม่แน่ใจเหมือนกันว่าโซลชาจถพา ปีศาจเเดง ไปได้ไกลกว่านี้

   ไมเคิล โอเว่นยังพูดแทงใจสาวกเรดอาร์มี่ “ ผมเข้าใจแฟนบอลนะ ยามที่ผลการแข่งขันมันไม่เป็นใจ พวกเค้าจะมองหาคนรับผิดชอบแล้วก็มองหาตัวช่วยที่มันไกลตัวกว่า เช่น ป๊อกบาเล่นไม่ดีเลยทำไมไม่ซื้อกองกลางทีมโน้นมาละ ทั้งๆที่ป๊อกบาได้แชมปุฟุตบอลโลกมาแล้ว จะมีนักเตะซักกี่คนที่ดีกว่าเค้า ดังนั้นแมนยูต้องหยุดคิดเรื่องการใช้เงิน แต่หันมาปรับจูนผู้เล่นให้มีทัศนคติที่ใกล้เคียงกันมากกว่า เพราะบอกตรงๆพวกเค้า(แมนยู)ในวันนี้สปริริตมันเทียบไม่ได้กับยุคของเฟอร์กี้(เซอร์อเล็ก เฟอกูสัน)เลย ”

    “ มันเป็นองค์ประกอบที่แมนซิตี้มี และลิเวอร์พูลก็มี แน่นอนแมนยูยังเชื่อมั่นว่าเค้าคือทีมระดับท๊อปของพรีเมียร์ลีก ฉะนั้นเค้าต้องทำให้ได้ พวกเค้ามีแฮรี่ แม็คไกวร์,ดาบิด เด เคอา,มาร์คัช แรชฟอร์ด,ฆวน มาต้า และปอล ป๊อกบา ยังไม่รวมบรรดาดาวรุ่งที่แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเค้ากระหายที่จะนำความสำเร็จกลับมาสู่สโมสรอีกเพียบ แมนยูมีแต้มต่อที่ดีไม่แพ้ทีมอื่นๆซึ่งโซลชาต้องจัดการให้อยู่หมัด แต่บอกตรงๆผมไม่มั่นใจเหมือนกันว่าต่อให้โซลชาได้คุมทีมนานเท่าคล็อปป์(กุนซือลิเวอร์พูล) แมนยูจะเล่นได้เข้าขากว่านี้ไหม? ” เจ้าหนูมหัศจรรย์กล่าวทิ้งท้าย

อาร์เซนอล ย้อนดูสถิติแล้วหน่ายชาก้าทำเสียประตูมากสุดลีกผู้ดี

อาร์เซนอล

   ให้หลังเกมลอนดอนดาร์บี้ที่อาร์เซนอลเสมอกับสเปอร์สไปอย่างสุดมันส์2-2 แม้แฟนบอลส่วนใหญ่จะดีใจที่อูไน เอเมรี่พาทีมกลับมาได้ทั้งที่โดนทีมเยือนนำไปก่อนถึงสองเม็ด ทว่ารอยด่างพร้อยจากเกมนี้ที่แฟนบอลปืนใหญ่มองข้ามไปไม่ได้ก็คือการพลาดทำฟาวส์ในเขตโทษของกรานิต ชาก้า ซึ่งเป็นจังหวะผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกชนิดที่บางคนเรียกว่า “ ไม่รู้จักจำ ”

   นับแต่ย้ายมาเป็นนักเตะอาร์เซนอล กรานิต ชาก้าได้สร้างข้อผิดพลาดจนทีมเสียประตูมาแล้ว7ครั้ง ขึ้นแท่นเป็นผู้เล่นที่ทำเล่นผิดพลาดสูงสุดในพรีเมียร์ลีก ซึ่งกลายเป็นที่เบื่อหน่ายของแฟนบอลเป็นอย่างมาก เนื่องจากดาวเตะชาวสวิตซ์ยังคงเล่นอย่างโฉ่งฉ่างและทำให้ทีมเสียผลประโยชน์โดยไม่จำเป็นอยู่เสมอ อีกทั้งหากนับรวมสถิติตั้งแต่ย้ายมาในปี2016ชาก้ารับใบเหลืองรวม17ใบและอีกสองใบแดงในพรีเมียร์ลีก ซึ่งถือว่าทำให้ทีมเสียคะแนนหาย(คะแนนแฟร์เพลย์)อย่างต่อเนื่องสวนทางกับการสร้างประโยชน์ให้กับทีมที่ทำแอตซิสต์รวม11ครั้งและทำประตูได้เพียง7ลูกเท่านั้น

คีโอว์นอดีตแข้ง อาร์เซนอล ช่วยสับชาก้าไร้พัฒนาการควรโดนเขี่ยทิ้ง

   มาติน คีโอว์น ซึ่งเป็นอดีตกองหลังขาโหดของไอ้ปืนใหญ่ถึงขนาดออกมาตำหนิถึงความผิดพลาดจากเกมดังกล่าว “ อาร์เซนอลจำเป็นต้องมีตัวเบรกเกม และกรานิตก็มีคุณสมบัติดังกล่าว แต่มันต้องดีกว่านี้ การเล่นบอลหนักต้องใช้ประสบการณ์ต้องมีกึ๋น คุณกลับไปดูสมัยวิเอร่าสู้กับรอย คีนซิ มันรุนแรงแต่มันอยู่ในกติกา มันเป็นเรื่องของความเก๋า ซึ่งเราไม่เห็นมุมนี้จากกรานิตเลย เค้าไม่เรียนรู้อะไรเลย เค้าทำให้ทีมเสียเปรียบจากความอ่อนหัดของเค้าเอง ”

   “ สมัยเวนเกอร์ยังอยู่ก็มักจะปรามกรานิตเรื่องทำนองนี้อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งมันผ่านมาหลายปีแล้วนะ กรานิตไม่ใช่นักเตะใหม่หรือแข้งเยาวชนอีกแล้วเค้าควรจะกลายเป็นกระดูกสันหลังให้กับทีมได้ด้วยซ้ำ แต่ผลงานที่ออกมามันไม่ใกล้เคียงเลย ผมว่าอาร์เซนอลไม่น่าจะใช้ประโยชน์อะไรจากเค้าได้มากหรอก และผมเชื่อว่าอูไน เอเมรี่กำลังมองหามิดฟิลด์ตัวรับคนใหม่อยู่อย่างแน่นอน ” อดีตผู้เล่นระดับตำนานของอาร์เซนอลกล่าวส่งท้าย

   อย่างไรก็ตามกรานิต ชาก้าจัดเป็นผู้เล่นที่อูไน เอเมรี่ไว้เนื้อเชื่อใจมาตลอด รวมไปถึงยังได้รับความไว้วางใจให้เป็นกัปตันทีมคนใหม่แทนที่โรล็องต์ กอสเซียนี่ที่เพิ่งย้ายออกไปอีกต่างหาก จึงยังคงต้องรอดูต่อไปว่ากุนซือชาวสเปนจะยังสนับสนุนกองกลางจอมโฉ่งฉ่างรายนี้ต่อไปหรือไม่ แม้สถิติจะชีชัดว่าผลงานห่วยแตกถึงเพียงนี้

บิวรี่ โดนเอฟเอลงดาบเตะพ้นจากลีกอังกฤษหลังติดหนี้สินรุงรัง

บิวรี่

   บิวรี่ทีมในระดับลีกทู(ดิวิชั่น3)ของประเทศอังกฤษ โดนลงโทษให้พ้นสภาพจากการเป็นทีมฟุตบอลในระดับอาชีพของสมาคมฟุตบอลอังกฤษเป็นที่เรียบร้อยเนื่องจากขาดสภาพคล่องในการบริหารงานจนนักเตะและสตาฟฟ์โค้ชไม่ได้รับค่าเหนื่อยมาพักใหญ่แล้ว รวมถึงมีหนี้สินพอกพูน และสตีฟ เดลเจ้าของทีมคนปัจจุบันก็พยายามเร่ขายสโมสรมาตั้งปลายซีซั่นที่แล้วแต่ทว่าไม่มีนักธุรกิจคนใดสนใจ กระทั่งเลยเส้นตายที่สมาคมขีดเส้นไว้จนนำไปสู่การขับพ้นจากลีกอังกฤษในที่สุด

   ทีมเก่าแก่แดนผู้ดีที่ก่อตั้งในปี1885มีสถานะเป็นธุรกิจที่เสี่ยงต่อภาวะล้มละลายมาได้พักใหญ่แม้จะมีความสนใจเทคโอเวอร์โดยกลุ่มC&N Sporting Risk ทว่าหลังวิเคราะห์รายละเอียดแวดล้อมแล้วพวกเค้าพบว่าปัญหาทางการเงินของบิวรี่นั้นอยู่ในสภาวะติดลบและปัญหาเกี่ยวพันยุ่งเหยิงเกินเยียวยา จนทำให้การเจรจาเทคโอเวอร์เป็นอันจบไป และเมื่อวันอังคารที่27ส.ค. สมาคมฟุตบอลอังกฤษก็ได้ออกคำสั่งบังคับให้บิวรี่กลับไปอยู่ในลีกระดับกึ่งอาชีพเป็นที่เรียบร้อย

สตีฟเดลประธาน บิวรี่ เผยเจอกันช้าไปจนแก้ไขปัญหาไม่ทัน

   ประธานสโมสรบิวรี่ได้ออกมาแจกแจงว่าทำดีที่สุดแล้วแต่ปัญหาของสโมสรแห่งนี้มันมีมาตั้งนานนมแล้ว และมันเกินกำลังกว่าที่เค้าจะรับมือไหว “ มันเจ็บปวดที่ทีมของเราต้องกลับไปลงเตะในระดับนอกลีก ผมพยายามทำทุกทางที่จะทำได้ตั้งแต่วันที่ผมเริ่มงาน ผมแค่อยากบอกว่าผมเสียใจไม่ต่างกับแฟนบอลของเรา แต่ปัญหาเรื่องการเงินมันมีมาตั้งแต่ก่อนผมจะเข้ามารับงานแล้ว ความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงคือการเอาสนามไปจำนอง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่สโมสรดำเนินการก่อนผมจะมาถึง2ปี ” สตีฟ เดลผู้ที่ก้าวเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรบิวรี่ด้วยเม็ดเงินเพียง1ปอนด์กล่าวอย่างหมดอาลัย

   “ การเทคโอเวอร์ไม่สัมฤทธิ์ผลเนื่องจากกลุ่มC&N Sporting Riskเช็กดูงบการเงินของเราย้อนไปตั้งแต่ยุคประธานคนก่อน และนั่นทำให้พวกเค้าไม่อยากเสี่ยงกับเรา ในขณะที่เอฟเอ(สมาคมฟุตบอลอังกฤษ)ก็ไม่ยืดหยุ่นให้พวกเราเลย ” ทั้งหมดคือคำกล่าวของสตีฟ เดลประธานสโมสรบิวรี่ผู้ที่มีธุรกิจในมือนับไม่ถ้วนแต่เกือบทั้งหมดที่เค้าดำเนินก็มีแต่ผลประกอบการขาดทุนแทบทั้งสิ้น

   การที่บิวรี่โดนถอดออกจากลีกผู้ดีในซีซั่นนี้ก็จะทำให้ลีกทู(ลีกเดิมที่มีบิวรี่อยู่ด้วย)จะดำเนินการแข่งขันกันต่อไปด้วยการมีทีมแข่งขันเพียง23ทีม